การพฒนานวตกรรมการแปรรปไอศกรมปมาภายใตแนวคดการพฒนาเศรษฐกจสนำเงน วสาหกจชมชนทองเทยวโดยชมชนเกาะสชง จงหวดชลบร
Abstract
สถานการณ์ที่เป็นอยู่เดิม: เกาะสีชังเป็นชุมชนเกาะชายฝั่งที่พึ่งพาการประมงพื้นบ้านและการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นหลัก ปูม้าถูกจำหน่ายในรูปวัตถุดิบสดมาอย่างยาวนาน แต่ประสบปัญหาอายุการเก็บรักษาสั้น ราคาผันผวน และผลผลิตล้นตลาดในช่วงฤดูจับ ส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้ไม่แน่นอน และเกิดแรงจูงใจในการจับในปริมาณที่เพิ่มขึ้น สร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรทางทะเล เพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าว วิสาหกิจชุมชนจึงได้ปรับแนวทางจากการผลิตเพื่อยังชีพสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมภายใต้กรอบเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่เน้นความยั่งยืน การลดของเสีย และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มุ่งพัฒนาและยกระดับ “ไอศกรีมปูม้า” ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มของชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อ (1) เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตภัณฑ์ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมแบบมีส่วนร่วม (2) ออกแบบแผนธุรกิจและการตลาดที่ชุมชนเป็นเจ้าของและกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และ (3) สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการตามหลักเศรษฐกิจสีน้ำเงิน วิธีการดำเนินงาน: การศึกษานี้ใช้แนวทางการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมผสานกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ และการวางแผนธุรกิจและการตลาดร่วมกับสมาชิกวิสาหกิจ ชาวประมงพื้นบ้าน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาตลอดห่วงโซ่มูลค่าปูม้า ตั้งแต่การจับ การแปรรูป การตลาด ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ตั้งแต่การสำรวจกลุ่มนักท่องเที่ยวและลูกค้าท้องถิ่นเพื่อประเมินผลตอบรับและศักยภาพทางการตลาดของไอศกรีมปูม้าแปรรูป ควบคู่กับการวางแผนห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มมูลค่า การยกระดับผลิตภัณฑ์ดำเนินการผ่านนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ การสร้างเรื่อราวที่มาของผลิตภัณฑ์ พร้อมออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ถูกสุขลักษณะ และมีฉลากมาตรฐาน ผลการดำเนินงาน: วิสาหกิจชุมชนมีกำลังการผลิตต่อเดือนเพิ่มจากประมาณ 100 ถ้วย เป็น 2,625 ถ้วย หรือเพิ่มขึ้น 26 เท่า ยอดขายเฉลี่ยมากกว่า 2,000 ถ้วยต่อเดือน สร้างรายได้ประมาณ 105,000 บาท และกำไรสุทธิเฉลี่ย 72,000 บาทต่อเดือน การจ้างงานเพิ่มจาก 6 เป็น 12 คน โดยมีรายได้เฉลี่ยคนละ 6,000 บาทต่อเดือน ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ แกะเนื้อ ต้ม ผสม บรรจุ และจัดจำหน่าย มีการจัดตั้งจุดจำหน่ายนำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือบ้านเกาะ ศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้า และร้านกาแฟชุมชนสีชังโฮม และสามารถสร้างรายได้จากการเป็นของฝากเพิ่มขึ้นประมาณ 21,000 บาทต่อเดือน มีการรับซื้อปูม้าจากชาวประมงเพิ่มจาก 10 กิโลกรัมเป็น 50 กิโลกรัมต่อรอบ ช่วยลดการสูญเสียหลังการจับและสร้างเสถียรภาพรายได้ นอกจากนี้ เศษเนื้อปูที่เหลือได้ถูกนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น บิงซูปูม้า เกี๊ยวซ่าปูม้า ข้าวผัดปูม้าห่อสาหร่าย เค้กชิฟฟอนปูม้า ซุปครีมปูม้า และไคโตซานจากเปลือกปู เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่มูลค่าท้องถิ่น ผลลัพธ์ ผลกระทบ และความยั่งยืน: ด้านสังคม พบว่าครัวเรือนมากกว่า 12 ครัวเรือนได้รับการพัฒนาทักษะด้านมาตรฐานการผลิต การคำนวณต้นทุน บรรจุภัณฑ์ และการตลาดดิจิทัล สมาชิกเปลี่ยนบทบาทจากแรงงานผลิตสู่ผู้ประกอบการร่วม พร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจนด้านการผลิต จัดซื้อ บัญชี และประชาสัมพันธ์ และมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนโดยจัดสรรรายได้บางส่วนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในกรณีเจ็บป่วย ไอศกรีมปูม้าจึงเป็นผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์ระดับประเทศ สร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น เสริมสร้างภาพลักษณ์เกาะสีชังในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ด้านสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนแรงจูงใจจาก “จับมาก-มูลค่าต่ำ” เป็น “จับอย่างเหมาะสม-มูลค่าสูง” สนับสนุนศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าในการเพาะเลี้ยงและปล่อยแม่ปูคืนสู่ธรรมชาติ มีการจัดการขยะเป็นศูนย์ โดยนำเปลือกปูไปเพาะเลี้ยงหนอนแมลงวันลายและแปรรูปเป็นไคโตซานเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งสามารถลดของเสียที่เป็นขยะอินทรีย์ที่เหลือจากกระบวนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 95 สร้างวงจรการจัดการทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจสีน้ำเงิน โดยสรุป นวัตกรรมไอศกรีมปูม้าแสดงให้เห็นความยั่งยืนแบบบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสามารถเป็นแบบจำลองที่ขยายผลสู่ชุมชนชายฝั่งอื่น อีกทั้งยังสะท้อนการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจสีน้ำเงินในระดับชุมชนเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง ฟื้นฟูระบบนิเวศ และเสริมสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่นในระยะยาว
Fields of Study & Subjects
Military Technology and Strategies
Legal and Regulatory Analysis
Linguistic
Cultural
and Literary Studies
Publication details
- Journal / source
- Area based development research journal
- Publisher
- College of Graduate Studies, Walailak University
- Volume
- 18
- Issue
- 1
- Pages
- 256905–256905
- Publication date
- 3 March 2026